แบบสำรวจความพึงพอใจ

D45695D3 62A2 4984 81A9 FE637EBF55EF95B06503 03EC 44F3 8B36 969AF86EBD39

             พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตให้สถาบันเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล และมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานโครงการโคบาลบูรพา โดยมีพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะ ให้การต้อนรับฯ ณ สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง จำกัด จ.สระแก้ว

             พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จังหวัดสระแก้ว เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยที่ประสบภัยแล้งในปี 2560 เนื่องจากเป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำ เกษตรกรมีความต้องการปรับเปลี่ยนเป็นอาชีพที่ยั่งยืนและมั่นคง แต่ไม่มีเงินทุนและโอกาส อีกทั้งสถานการณ์ตลาดโคเนื้อในประเทศไทยมีจำนวนโคเนื้อลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ มีจำนวนโคเนื้อลดลงจาก 8 ล้านตัว เหลือเพียง 4.8 ล้านตัว

             กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร  กรมชลประทาน และจังหวัดสระแก้ว จัดทำโครงการ “โคบาลบูรพา”เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง โดยปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมไปเลี้ยงปศุสัตว์  โดยส่งเสริมอาชีพปศุสัตว์ให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพในการเลี้ยงสัตว์ โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้จังหวัดสระแก้วเป็นเมืองแห่งปศุสัตว์ “โคบาลบูรพา” ที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งและลักษณะพื้นที่เหมาะสม เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม มีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจร ซึ่งจะสามารถเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออก ลดการนำเข้าเนื้อสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย และสร้างโอกาสในการผลิตเนื้อโคส่งออกตลาด AEC ในอนาคตต่อไป ในการดำเนินโครงการดังกล่าว มีระยะเวลา 6 ปี (พ.ศ.2560 – 2565) งบประมาณรวม 970.5 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ดังนี้

             กิจกรรมที่ 1 ส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก โดยอุดหนุนแม่โคเนื้อให้เกษตรกร 6,000 ราย รายละ 5 ตัว รวมแม่โคเนื้อ 30,000 ตัว โดยดำเนินงานในลักษณะของธนาคารโคเนื้อ ซึ่งกำหนดเงื่อนไขให้เกษตรกรต้องส่งลูกโคเพศเมียอายุ 12 เดือน จำนวน 5 ตัวแรกของฝูงคืนให้โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ตามแนวทางประชารัฐ (ภายใต้โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ) เพื่อนำไปขยายผลช่วยเหลือเกษตรกรรายใหม่ยืมไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

              กิจกรรมที่ 2 ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงแพะ เพื่อส่งเสริมอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรในพื้นที่แห้งแล้ง โดยปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมหรือให้ผลผลิตต่ำมาเลี้ยงแพะ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งและอากาศร้อนได้ดี เลี้ยงง่าย มีความสมบูรณ์พันธุ์สูง เจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยอุดหนุนพันธุ์แพะเนื้อให้เกษตรกร 100 รายๆ ละ 32 ตัว (เพศเมีย 30 ตัว และเพศผู้ 2 ตัว) รวมแพะเนื้อ 3,200 ตัว และดำเนินงานในลักษณะของธนาคารแพะ ซึ่งกำหนดเงื่อนไขให้เกษตรกรต้องส่งลูกแพะเพศเมียอายุ 6 เดือน จำนวน 32 ตัวแรกของฝูงคืนให้โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ตามแนวทางประชารัฐ (ภายใต้โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ) เพื่อนำไปขยายผลช่วยเหลือเกษตรกรรายใหม่ยืมไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาล

 

              กิจกรรมที่ 3 ส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ สำหรับเกษตรกรผู้ได้รับการส่งเสริมให้เลี้ยงโคเนื้อและแพะ จะต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการทำการปลูกพืชอื่น มาปลูกพืชอาหารสัตว์ จำนวนไม่น้อยกว่า 30,300 ไร่ (เกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก 6,000 ราย รายละ 5 ไร่ รวมพื้นที่ 30,000 ไร่ และเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ 100 ราย รายละ 3 ไร่ รวมพื้นที่ 300 ไร่) ซึ่งกรมปศุสัตว์จะเร่งรัดเตรียมการด้านพืชอาหารสัตว์ให้ทันและพร้อมรองรับโค/แพะที่จะจัดซื้อและส่งมอบในระยะถัดไป

              กิจกรรมที่ 4 ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่/จัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา”เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่

             นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยถึงความคืบหน้าของ “โครงการโคบาลบูรพา” ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงโค-แพะ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการระดับพื้นที่คัดกรองเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯตามเป้าหมายที่วางไว้จำนวน 6,100 ราย ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการคัดเลือกและผ่านประชาคมหมู่บ้านแล้ว จำนวน 3,123 ราย ส่วนที่เหลืออีก 2,977 ราย จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2560 นี้ และในส่วนเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วน แต่ยังไม่ได้รับการคัดเลือก เพราะผู้สนใจสมัครเกินเป้าหมายที่วางไว้ โครงการจะทำการขึ้นบัญชีไว้ในลำดับต่อไป  

ในด้านการดำเนินการจัดสร้างแปลงหญ้าอาหารสัตว์ ได้ดำเนินการ แล้ว 1,020 ราย แปลงพืชอาหารสัตว์จำนวน 3,060 ไร่ ส่วนจัดสร้างคอกโค คอกแพะ และบ่อน้ำ กรมปศุสัตว์ได้รับอนุมัติเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรแล้ว อยู่ระหว่างการโอนเงินให้กับองค์กรเกษตรกร

                การส่งมอบแม่โคเนื้อ ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 30,000 ตัว อยู่ระหว่างการขออนุมัติกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการการจัดหาสัตว์ ตามระเบียบฯ กฎหมายและหลักเกณฑ์ในการจัดซื้อโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและโปร่งใส เมื่อผ่านกระบวนการแล้ว โดยครั้งแรกจะเริ่มส่งแม่โคเนื้อให้เกษตรกรใน 3 อำเภอ พร้อมกันในเดือนตุลาคม 2560

                การจัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา”เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ได้มีการดำเนินการแล้วใน 7 แห่ง คือ 1) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาอรัญประเทศ จำกัด 2) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาวัฒนา จำกัด 3) สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาโคกสูง จำกัด 4) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวัฒนานคร (คทช.) จำกัด 5) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภออรัญประเทศ (คทช.) จำกัด 6) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง (คทช.) จำกัด 7) สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเย็น (คทช.) จำกัด

              ท้ายนี้ “พลเอกฉัตรชัยฯ” เน้นย้ำว่าโครงการนี้ฯ จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งในจังหวัดสระแก้วได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูโดยการเปลี่ยนอาชีพทางการเกษตรอื่นในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงปศุสัตว์ ให้สามารถประกอบอาชีพปศุสัตว์โดยมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน และการเพิ่มแม่โคเนื้อพันธุ์ดี กว่า 120,000 ตัว ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นจะเป็นการนำร่อง และเพิ่มฐานการผลิตโคเนื้อเข้าสู่ระบบการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตโคเนื้อของภาคตะวันออก เพื่อเป็นที่ต้องการของตลาดประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศลาวและสู่อาเซียนในอนาคตต่อไป

-----------------------------

ข้อมูล :  กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์                                   

เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์