1. เนื้อสัตว์เป็นแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนสูง  เป็นโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนะสูง  และถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้เกือบหมด  เนื้อสัตว์มีโปรตีนอยู่สูงถึง  20%  และมีกรดอะมิโน lysine  และ taurine ในปริมาณสูง  เมื่อเทียบกับปริมาณโปรตีนที่ได้จากอาหารอื่น

           2. เนื้อสัตว์ประกอบด้วยวิตามินหลายอย่าง  ได้แก่  B1, B6, B12, A, D, E, K และ C  โดยเฉพาะวิตามิน C มีอยู่มากในผลิตภัณฑ์เนื้อ เช่น ไส้กรอก แฮม เป็นต้น นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์เนื้อกลุ่มหมักเปรี้ยว  เช่น  แหนม  ซาลามี่  ยังมีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ  เช่น  แลคโตบาซิลัส

           3. เนื้อสัตว์ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย  และมักจะพบอยู่น้อยมากในแหล่งอาหารอื่น ๆ  แต่จะมีมากในเนื้อสัตว์  คือ  ธาตุเหล็ก  สังกะสี  ซีลิเนียม

           4. เนื้อสัตว์ที่จะนำมาปรุงอาหาร   หากต้องการความนุ่มควรเป็นเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการบ่มเนื้อ (ageing)  เป็น ระยะเวลาหนึ่งก่อน  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีภายในเนื้อ  ได้แก่  การให้เอ็นไซม์ในเนื้อมีโอกาสมาย่อยโปรตีนบางส่วน  ทำให้เนื้อสัตว์พ้นสภาวะการหดตัวอย่างถาวรของเส้นใยกล้ามเนื้อ  โดยในสุกรควรบ่มนื้อประมาณ  2  วัน  ในโคประมาณ  7-14 วัน เพื่อให้ได้เนื้อที่นุ่มน่ารับประทานมากขึ้น

           5. การปรุงอาหารประเภทเนื้อสัตว์  ควรมีไขมันเนื้อสัตว์ติดปนอยู่กับชิ้นเนื้อบ้าง  เพราะจะทำให้เนื้อนั้นไม่กระด้างเมื่อถูกความร้อนขณะปรุงอาหาร  โดยไขมันจะช่วยป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อเกิดการสูญเสียน้ำไปได้โดยง่าย  นอกจากนี้  เนื้อสัตว์ที่มีไขมันติดมาบ้างจะมีกลิ่นและรสชาติที่ดีกว่าเนื้อสัตว์ที่ไม่ ติดไขมันเลย

           6. เนื้อสัตว์จะมีสารพิษตกค้างอยู่น้อยมาก  เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารประเภทอื่น ๆ  ที่มีโอกาสของการตกค้างของสารพิษสูงกว่า  เช่น  ผัก  ผลไม้ และอาหารทะเล

           7. เนื้อสัตว์ที่เลาะเอาไขมันและผังผืดออกแล้ว  จะมีไขมันเป็นองค์ประกอบในปริมาณต่ำ  คือ มีไขมันเป็นองค์ประกอบเพียง  1 – 2 % เท่านั้น  ดังนั้นเนื้อสัตว์ที่แต่งเอาไขมันออกบ้างแล้วจึงเป็นอาหารที่มีองค์ประกอบทางโภชนะสูงและให้พลังงานต่ำ

    -----------------------------

ข้อมูล :  กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์                                   

เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์